โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ
1. หลักการ
เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเปลือก ที่ไม่บิดเบือนกลไกตลาดและช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาล โดยในระยะแรกจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกรนอกจากการรับจำนำและในระยะ ยาวจะเป็นระบบแทนที่การรับจำนำ
2. วัตถุประสงค์
1. เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับราคามันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และข้าวเปลือกที่สูงขึ้น
2. เพื่อเป็นการใช้กลไกตลาดในการสร้างเสถียรภาพราคาในระยะยาวและมีความยั่งยืน
3. เพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกร
3. การกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง
คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงพืชเศรษฐกิจทั้ง 3 ชนิด ทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาจ่ายอัตราชด เชยรายได้ให้เกษตรกร แล้วนำเสนอประธานกรรมการนโยบายมันสำปะหลัง ประธานกรรมการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และประธาน กขช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิง โดยประกาศทุกวันที่ 1 และ วันที่ 16 ของเดือน
4. ระยะเวลาดำเนินการ
1. การขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และการจัดประชุมประชาคม เพื่อรับรองการผลิตของเกษตรกร โดยคณะกรรมการตรวจสอบระดับตำบล เดือน กรกฎาคม – กันยายน 2552 ข้าวนาปีขยายเวลาถึง เดือน ตุลาคม 2552
2. การทำสัญญาประกันราคา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน 2552 โดย ธ.ก.ส. ทำสัญญาประกันราคากับเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ
5. เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ
1. เป็นเกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2552/53 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 หรือข้าวเปลือก ปี 2552/53 กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (มีรายชื่อในระบบโปรแกรมของ ธ.ก.ส.)
2. เป็นเกษตรกรที่มีหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนการปลูกมันสำปะหลัง ปี 2552/53 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2552/53 หรือข้าวเปลือก ปี 2552/53 ที่ออกโดยกรมส่งเสริมการเกษตร
3. เข้าร่วมโครงการได้ครัวเรือนละ 1 รายเว้นแต่แยกการทำกินสามารถเข้าร่วมได้มากกว่า 1 ราย
4. เกษตรกรทั่วไปขอเข้าโครงการได้ตามภูมิลำเนา (สำเนาทะเบียนบ้าน) ณ ธ.ก.ส. สาขาที่ตั้งภูมิลำเนา
5. ลูกค้า ธ.ก.ส. ขอเข้าโครงการได้ ณ ธ.ก.ส. สาขาที่ลูกค้าสังกัด
6. การจัดทำสัญญาและระยะเวลาใช้สิทธิประกัน
สินค้าเกษตร ระยะเวลาใช้สิทธิประกัน
มันสำปะหลัง
เกษตรกรใช้สิทธิการประกันได้นับถัดจากวันทำสัญญา 45 วัน แต่ไม่เกิน 6 เดือน แต่ต้องไม่เกิน 31 พฤษภาคม 2553
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
เกษตรกรใช้สิทธิการประกันได้หลังจากวันทำสัญญา 15 วัน แต่ไม่เกิน 3 เดือนนับถัดจากวันทำสัญญา แต่ต้องไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553
ข้าวเปลือก
เกษตรกรสามารถใช้สิทธิการประกันได้ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2552 แต่ต้องไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553
ผลดีของการใช้นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร
1. เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนต่างระหว่างเกณฑ์กลางอ้างอิงกับราคา ประกันเป็นเงินโดยตรงจากรัฐ กรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน ช่วยให้เกษตรกรไม่ขาดทุนจากการขายผลผลิต
2. การจดทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกเพื่อทำประกันราคาจะช่วยลดปัญหาการสวมสิทธิ์จากการผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน
3. ไม่เป็นภาระกับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ราคาตลาดอ้างอิงกับราคาประกันให้กับเกษตรกรเท่านั้น รัฐบาลไม่ต้องรับภาระเกี่ยวกับการแปรสภาพและการจัดเก็บผลผลิตในสต็อกของ รัฐบาล
4. ลดปัญหาการทุจริต และการแสวงหาประโยชน์จากการรับจำนำของผู้ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ คงเหลือเพียงระดับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่จดทะเบียน
5. กลไกการค้าผลิตผลเข้าสู้ภาวะปกติ กลับมามีการแข่งขัน รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการค้า
ผลกระทบที่เกิดจากการประกันราคา
1. มีโอกาสเกิดการทุจริตในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรับรองพื้นที่ และปริมาณผลผลิต
2. หากกำหนดราคาประกันสูง จะทำให้เกิดแรงจูงใจแก่เกษตรกรเพิ่มเนื้อที่การผลิต
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มบุคลากรจำนวนมากมาสนับสนุนการดำเนินงานเพราะคาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเกือบทั้งหมด
4. หากราคาผลผลิตตกต่ำมากจะเป็นภาระของรัฐบาลในการจัดหาเงินทุนมาชดเชยแก่ เกษตรกร โดยเฉพาะการร่วมมือกันกดดันราคาของผู้ค้าผลิตผลทางการเกษตร
5. หากเกษตรกรขายผลผลิตได้ต่ำกว่าราคาตลาดอ้างอิงมาก อาจชุมนุมเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลช่วยเหลือ
6. ผู้ที่เคยไ
เกณฑ์กลางอ้างอิง
โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก รอบที่ 1 ปี 2553/54
และรอบที่ 2 ปี 2552/53
ประจำวันที่ 29 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2553
ชนิด ราคา อัตราชดเชย
ข้าวเปลือก รอบที่ 1 (ปี53/54) รอบที่ 2 (
ปี52/53) รอบที่ 1
(ปี 53/54) รอบที่ 2
(ปี 52/53)
-หอมมะลิ 13,696 - 1,604 -
-หอมจังหวัด 13,353 - 947 -
-เจ้า 8,936 8,936 1,064 1,064
-ปทุมธานี 11,630 11,630 ไม่ชดเชย ไม่ชดเชย
-เหนียว 16,126 16,126 ไม่ชดเชย ไม่ชดเชย
กรณีที่ราคาข้าวเปลือกต่ำกว่าราคาประกัน รัฐบาลได้จัดให้ อคส.และ อ.ต.ก.ตั้งโต๊ะรับซื้อในโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อในราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงข้างต้น สำหรับในส่วนของข้าวเจ้า 10% รับซื้อในราคาตันละ 8,736 บาท และข้าวเจ้า 25% รับซื้อในราคาตันละ 8,336 บาท ปัจจุบัน (12 พ.ย.53) มีโรงสีเข้าร่วมโครงการ 153 โรง ใน 35 จังหวัด ที่เปิดรับซื้อแล้ว
โครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2553/54
ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2553
ชนิด ราคา อัตราชดเชย
ข้าวโพดเมล็ด
ความชื้นไม่เกิน 14.5% 8.21 ไม่ชดเชย
โครงการประกันรายได้มันสำปะหลัง ปี 2553/54
ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2553
ชนิด ราคา อัตราชดเชย
หัวมันสด เชื้อแป้ง 25% 2.68 ไม่ชดเชย
ด้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการรับจำนำ ไม่สนับสนุนการดำเนินงาน
ความเป็นมา
ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ราคาผลิตผลจะตกต่ำเนื่องจากปริมาณผลผลิตมีจำนวนมากแต่ความต้องการของผู้ซื้ออยู่ในระดับปกติ โครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรเป็นมาตรการที่รัฐบาลเกือบทุกรัฐบาลนำมาใช้แก้ไขปัญหาราคาผลิตผลตกต่ำ ผลจากการดำเนินโครงการทำให้รัฐบาลมีภาระชดเชยผลการขาดทุนและค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาผลิตผลจำนำจำนวนมาก หากปีใดภาวะราคาผลิตผลไม่ดีปริมาณรับจำนำจะมีมาก รัฐบาลจะต้องเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น
คณะกรรมการ ธ.ก.ส. และผู้บริหาร ธ.ก.ส. ได้จัดประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 และมีข้อเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือเกษตรกร โดยเห็นควรนำเสนอแนวทางประกันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในพื้นที่ 8 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเป็นต้นแบบนำร่องในการขยายโครงการไปสู่พืชผลประเภทอื่น ๆ แทนการรับจำนำ และได้เสนอต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการประกันราคาและประกันข้าวเปลือกที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน (คณะอนุกรรมการฯ) ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ได้เห็นชอบและได้นำเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) กขช. ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 มีมติเห็นชอบตามที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอ
คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 ได้ให้ความเห็นชอบในการดำเนินโครงการและต่อมาคณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2552 เห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันราคาข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 25582/53 โดยให้ดำเนินการรับประกันราคาข้าวเปลือกทุกชนิด ยกเว้นข้าวพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวต่ำกว่า 100 วัน และเป็นพันธุ์ที่ไม่ผ่านการรับรองของทางราชการ โดยดำเนินการในพื้นที่จังหวัดแหล่งเพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์
1.1 เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคาให้เกษตรกรไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน
1.2 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลตกต่ำ
1.3 เพื่อให้กลไกตลาดทำงานเป็นปกติผู้ประกอบการค้าข้าวแข่งขันทางการตลาดให้
2. หลักเกณฑ์
2.1 เกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ และต้องผ่านการรับรองพื้นที่การผลิตโดยประชาคม เมื่อผ่านการประชาคมแล้วสำนักงานเกษตรอำเภอจะออกใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนให้เกษตรกรเพื่อนำมาทำสัญญาประกันรายได้กับ ธ.ก.ส.
2.2 ธ.ก.ส. จัดทำสัญญาประกันรายได้ตามข้อมูลที่ผ่านการรับรอง
2.3 การกำหนดราคาประกันและปริมาณผลผลิตที่เข้าร่วมโครงการ
(1) การกำหนดราคาประกัน รัฐบาลกำหนดราคาประกันโดยพิจารณาจากต้นทุนการผลิตข้าวเปลือกแต่ละชนิด บวกด้วยค่าขนส่งเฉลี่ยจากไร่นาถึงจุดรับซื้อและ บวกกำไรให้แก่เกษตรกรตั้งแต่ร้อยละ 20 – 40 (ของต้นทุนการผลิต + ค่าขนส่งเฉลี่ย)
(2) การกำหนดปริมาณผลผลิตเข้าร่วมโครงการ
ใช้พื้นที่ถือครองถั่วเฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแต่ละชนิด คูณด้วยปริมาณผลผลิตเฉลี่ยของข้าวเปลือกแต่ละชนิด ดังนี้
(2.1) ข้าวเปลือกหอมมะลิ ไม่เกินร้อยละ 16 ตัน
(2.2) ข้าวเปลือกหอมจังหวัด ไม่เกินร้อยละ 16 ตัน
(2.3) ข้าวเปลือกเจ้า ไม่เกินร้อยละ 25 ตัน
(2.4) ข้าวเปลือกปทุมธานี ไม่เกินรายละ 25 ตัน
(2.5) ข้าวเปลือกเหนียว ไม่เกินรายละ 14 ตัน
2.4 การชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับเกณฑ์กลางอ้างอิงคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงจะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง เพื่อใช้คำนวณส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับเกณฑ์กลางอ้างอิง ซึ่งจะประกาศทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน วันใช้สิทธิของเกษตรกรที่ระบุในสัญญาตรงกับช่วงใด หากมีส่วนต่าง ธ.ก.ส. จะโอนเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกร
3. ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง (บาท/ตัน) ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง
ราคาประกัน 1 – 15 พ.ย. 16 – 30 พ.ย. 1 – 15 ธ.ค.
3.1 ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,300 14,840 13,002 13,720
3.2 ข้าวเปลือกหอมจังหวัด 14,300 13,729 12,620 13,388
3.3 ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 8,389 8,914 9,242
3.4 ข้าวเปลือกปทุมธานี 10,000 9,175 10,501 10,565
3.5 ข้าวเปลือกเหนียว 9,500 7,680 8,473 9,591
4. ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 8 ธันวาคม 2552
เกษตรกรผู้ผ่านการประชาคมจำนวน 4,049,816 ราย
จัดทำสัญญากับ ธ.ก.ส. แล้ว 3,443,861 ราย
จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้เกษตรกรแล้ว 779,992 ราย
เงินชดเชยจำนวน 10,188,038,307 บาท
2
________________________________________
[1] เอกสารประกอบการประชุมเวทีข้าวไทย 2552 เรื่อง “วิกฤตข้าวไทย : ใครจะแก้” วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2552 ณ ห้องประชุมสุธรรมอารีกุล อาคารสารสนเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร
[2] รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวส่วนใหญ่ (86.2 %) เข้าร่วมโครงการประกันรายได้ และพึงพอใจต่อโครงการประกันรายได้ฯระดับปานกลาง – มาก (77%) แต่ประสบปัญหาการเข้าโครงการ คือ การได้รับเงินชดเชยล่าช้าและการประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจน
เกษตรกร ถือว่าเป็นกลุ่มอาชีพที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตของประเทศไทย เพราะผลผลิตทางการเกษตรนั้นสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละมหาศาล ดังนั้นทางรัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการเกษตรที่เป็นอาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยได้เริ่มโครงการการประกันรายได้เกษตรกรที่ครอบคลุมพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิด ที่ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 52 ถึง กุมภาพันธ์ 53 โดยมีข้าวเป็นหนึ่งในพืชที่มีการประกันรายได้ ดังนั้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตรโดยแม่โจ้โพลล์ จึงสำรวจความคิดเห็น ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อจะได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของโครงการฯ ดังกล่าวว่าจะ สามารถช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและ ทำให้มีเกษตรกรรายย่อยมีรายได้จากการขายข้าวเพิ่มขึ้น โดยสำรวจจากเกษตรกร จำนวน 956 ราย ( ภาคเหนือ 33.6 % ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 34.2 % ภาคกลาง 24.3 % ภาคใต้ 7.9 %) ในวันที่ 1 - 8 เม.ย. 53 สรุปผลได้ดังนี้
1. การเคยเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครั้งที่ 1 (2552/53)
ก. เคย 86.2 % เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ที่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำได้และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้สูงขึ้น
ข.ไม่เคย 13.8 % เพราะไม่ทราบข้อมูลของโครงการและมีพื้นที่เพาะปลูกไม่มากจึงไม่ได้ไปลงทะเบียน
2. ความพึงพอใจต่อโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการฯ ในปีที่ผ่านมา
ก. พอใจมาก 30.5%
ข. พอใจปานกลาง 46.5%
ค.พอใจน้อย 23.0 %
3. ความพึงพอใจต่อรายได้ที่ได้รับของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯในปีที่ผ่านมา
ก.รายได้สูงขึ้น 45.0%
ข.รายได้เท่าเดิม 34.7%
ค.รายได้น้อยลง 20.3%
4. ท่านประสบปัญหาจากการเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครั้งที่ 1(2552/53) หรือไม่
ก. ประสบ 55.2%
ข. ไม่ประสบ 44.8%
5. ปัญหาที่เกษตรกรประสบจากการเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครั้งที่ 1 (2552/53)
ก.ขั้นตอนการดำเนินโครงการ เช่น การประชาสัมพันธ์ การดำเนินโครงการและการได้รับเงินชดเชยล่าช้า 53.2 %
ข.ราคาที่ขายได้จริงในท้องตลาดต่ำกว่าราคาอ้างอิงที่ทางรัฐบาลประกาศไว้ 20.0%
ค.ระเบียบ หลักเกณฑ์วิธีการการเข้าร่วมโครงการ เช่น เกษตรกรผู้เช่าที่ดินไม่มีหลักฐานการเช่าที่ดินและปริมาณข้าวที่รับประกันต่อครัวเรือนที่กำหนดให้น้อยเกินไป 7.1%
ง. ไม่มีความเห็น 19.7%
ที่มา:ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2552/53 (รอบที่ 2)
หลักการ
จากการที่รัฐบาลได้นำมาตรการรับจำนำผลิตผลมาใช้ในการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลตกต่ำ โดยการกำหนดราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ทั้งค่าแปรสภาพ ค่าเก็บรักษา ค่าตรวจคุณภาพและระบายสินค้าประกอบกับมีสินค้าจำนำเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้เสื่อมคุณภาพและต้องขายขาดทุนก่อให้เกิดภาระทางการคลังเป็นจำนวนมาก การประกันรายได้เกษตรกรเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาความเสี่ยงด้านรายได้ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นใจสามารถวางแผนตัดสินใจลงทุนผลิตสินค้าเกษตรได้โดยไม่ต้องกังวลว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะประสบปัญหารายได้ต่ำจนต้องขาดทุน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรเมื่อปลูกข้าวแล้วไม่ให้ประสบปัญหาขาดทุน
2. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาราคาผลิตผลตกต่ำ
3. เพื่อให้กลไกตลาดทำงานเป็นปกติ ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันทางการค้าได้
หลักเกณฑ์โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2552/53 (รอบที่ 2)
1. เป้าหมายดำเนินการ
ดำเนินการในจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตข้าวเปลือก ปีการผลิต 2552/53 (รอบที่ 2) ในภาคเหนือ กลาง ตะวันออก ตะวันตก ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ให้ร่วมอยู่ในภาคอื่น โดยมีจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 483,000 ราย และปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ 8.4 ล้านตัน สำหรับข้าวเปลือกเจ้าที่มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวน้อยกว่า 100 วัน ที่ทางราชการไม่รับรอง ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมโครงการ
2. ระยะเวลาดำเนินการ
2.1 การขึ้นทะเบียน การประชาคมและการออกหนังสือรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2552/53 (รอบที่ 2) โดยกรมส่งเสริมการเกษตรระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2553 และภาคใต้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2553
2.2 การทำสัญญาประกันรายได้เกษตรกร โดย ธ.ก.ส. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2553 และภาคใต้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2553
3. การกำหนดราคาประกันและปริมาณประกันขั้นสูง จำแนกตามประเภทข้าวเปลือก ดังนี้
3.1 ข้าวเปลือกปทุมธานี 1 11,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
3.2 ข้าวเปลือกเจ้านาปี 10,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน
3.3 ข้าวเปลือกเหนียว 9,500 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
4. ปริมาณข้าวเปลือกที่เกษตรกรแต่ละครัวเรือนสามารถใช้สิทธิทำสัญญาประกันรายได้
กำหนดโดยวิธีคำนวณจากเนื้อที่การผลิตของเกษตรกร (หน่วยเป็นไร่) ตามใบรับรองผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ทพศ. 1/3) (ใบรับรอง ฯ) คูณด้วยอัตราผลเฉลี่ยต่อไร่รายจังหวัดตามประเภทข้าวที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินปริมาณประกันขั้นสูงที่กำหนดไว้
กรณีเกษตรกรทำการผลิตข้าวเปลือกมากกว่า 1 ประเภท สามารถเข้าร่วมโครงการได้ไม่เกินปริมาณประกันขั้นสูงของข้าวเปลือกประเภทที่เกษตรกรนำมาเข้าร่วมโครงการ และต้องไม่เกินปริมาณประกันขั้นสูงของแต่ละประเภท เช่น เกษตรกรปลูกข้าวปทุมธานี 1 และข้าวเปลือกเหนียว เกษตรกรรายนี้เข้าร่วมโครงการรวมแล้วได้ไม่เกิน 25 ตัน ทั้งนี้ เป็นหน้าที่ของเกษตรกรต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะให้ข้าวเปลือกประเภทใดเข้าโครงการเป็นลำดับที่ 1 หรือ 2 หรือ 3 ตามที่ตนเองประสงค์
5. การกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงและประกาศเกณฑ์กลาง
คณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (คณะอนุกรรมการฯ) จะกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอ้างอิง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คำนวณจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันและเกณฑ์กลางอ้างอิง ให้แก่เกษตรกรและจะประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงให้เกษตรกรและส่วนงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ เกณฑ์กลางอ้างอิงที่ประกาศจะถือใช้เป็นราคาเดียวเท่ากันทุกจังหวัดแหล่งผลิตและคณะอนุกรรมการกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงจะประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2553 โดยประกาศทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน
- ตัวอย่าง -
เกณฑ์กลางอ้างอิงที่ประกาศวันที่ 1 มกราคม 2553 จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณส่วนต่างให้แก่เกษตรกรที่ขอใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 15 ของเดือนมกราคม 2553 และเกณฑ์กลางอ้างอิงที่ประกาศวันที่ 16 มกราคม 2553 จะใช้เป็นเกณฑ์ในการคำนวณส่วนต่างให้แก่เกษตรกรที่ขอใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่31 ของเดือนมกราคม 2553 (กรณีเดือนใดมี 30 วัน จะครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่ 30)
6. การกำหนดวันใช้สิทธิขอรับเงินชดเชยส่วนต่างราคาประกัน
เกษตรกรสามารถกำหนดวันใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันเก็บเกี่ยวที่ระบุในใบรับรองฯ และต้องอยู่ในช่วงเวลา ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 เท่านั้นและภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2553
- กรณีจัดทำสัญญาประกัน ฯ ก่อนวันที่เก็บเกี่ยวตามใบรับรอง ฯ เกษตรกรสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่เก็บเกี่ยวเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่เกินวันสิ้นสุดกำหนดวันใช้สิทธิ โดยเกษตรกรสามารถแจ้งในวันทำสัญญาหรือแจ้งในภายหลังได้ ทั้งนี้ กรณีแจ้งขอใช้สิทธิในภายหลังวันที่เกษตรกรจะกำหนด
วันขอใช้สิทธิให้นับตั้งแต่วันที่เกษตรกรมาแจ้งขอใช้สิทธิเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่เกินวันสิ้นสุดกำหนดวันใช้สิทธิ
- กรณีจัดทำสัญญาประกัน ฯ หลังวันที่เก็บเกี่ยวตามใบรับรอง ฯ เกษตรกรสามารถใช้สิทธิย้อนหลังได้ตั้งแต่วันเก็บเกี่ยวเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่เกินวันสิ้นสุดกำหนดวันใช้สิทธิ
โดยเกษตรกรจะต้องแจ้งวันใช้สิทธิในวันทำสัญญา กรณีเกษตรกรประสงค์จะขอกำหนดวันใช้สิทธิในภายหลัง วันที่เกษตรกรจะขอใช้สิทธิให้นับตั้งแต่วันที่เกษตรกรมาแจ้งขอใช้สิทธิเป็นต้นไป ซึ่งต้องไม่เกินวันสิ้นสุดกำหนดวันใช้สิทธิ
สำหรับกรณีเกษตรกรระบุวันใช้สิทธิไว้แล้ว และมีความประสงค์ขอเปลี่ยนแปลงวันใช้สิทธิ ให้ดำเนินการได้เฉพาะกรณียังไม่ถึงวันใช้สิทธิเท่านั้น โดยต้องแจ้งขอเปลี่ยนแปลงวันใช้สิทธิล่วงหน้าก่อนถึงวันใช้สิทธิ 3 วันทำการ หากเลยกำหนดวันใช้สิทธิเดิมไปแล้วเกษตรกรจะขอเปลี่ยนแปลงวันใช้สิทธิไม่ได้
7. ระยะเวลาโครงการ
ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึงเดือน มกราคม 2554
คุณสมบัติของเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ
1. เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2552/53 (รอบที่ 2) ที่ขึ้นทะเบียนการปลูก และผ่านการประชาคม โดยมีใบรับรอง ฯ
2. เกษตรกรครัวเรือนหนึ่ง จะเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้เพียง 1 รายเท่านั้น ยกเว้นเกษตรกรอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกันมากกว่า 1 ครอบครัว และแต่ละครอบครัวแยกการทำกินเป็นอิสระต่างหากจากกันอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการประชาคมได้ตรวจสอบการทำการผลิตถึงบ้าน และนาไร่แล้ว ให้เกษตรกรรายดังกล่าวนั้นเข้าโครงการได้
3. เกษตรกรทั่วไปสามารถขอเข้าโครงการเพื่อจะทำสัญญาประกันเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2552/53 (รอบที่ 2) (สัญญาประกัน ฯ) ได้ตามภูมิลำเนา (สำเนาทะเบียนบ้านของเกษตรกร) ณ ธ.ก.ส. สาขา ที่ตั้งภูมิลำเนา กรณีเกษตรกรทั่วไปมีภูมิลำเนาอยู่ห่างไกลคนละจังหวัดกับพื้นที่เพาะปลูก อนุโลมให้ ธ.ก.ส. สาขา ที่ตั้งแหล่งพื้นที่เพาะปลูก สามารถรับสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตามความจำเป็นเป็นราย ๆ ไป
กรณีเกษตรกรผู้ขอเข้าโครงการเป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ให้ขอเข้าโครงการเพื่อจัดทำสัญญาประกันรายได้เกษตรกร ณ ธ.ก.ส. สาขา ที่ลูกค้าสังกัดเท่านั้น
ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติม ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น